Like

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

ราคากับเหตุผล จะเชื่ออะไร

วันนี้หุ้นไทยเลือดสาดด เพราะพี่หรั่งพร้อมใจกันทิ้งหุ้นไทยปิดตลาดลดลงเกือบยี่สิบจุด ประเด็นหลักที่ทำให้ตลาดลงแรงขนาดนี้มาจากอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลล่ากับเงินบาท เมื่อดอลล่าแข็งขึ้นจะเกิดอะไร???

เงินดอลล่าแข็งในทางกลับกันเงินบาทอ่อน เมื่อเงินบาทอ่อนก็สามารถไปแลกกลับไปเป็นดอลล่าก็ได้น้อยลง เนื่องจากฝรั่งเอาเงินดอลล่ามาแลกเป็นเงินบาทแล้วเอามาซื้อหุ้นกำไรที่จะได้ก็มาจากส่วนต่างราคา(capital gain) ของราคาหุ้นตอนซื้อกับตอนขาย กำไรที่จะได้อีกส่วนมาจาก อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทไทยกลับไปเป็นดอลล่า

ช่วงนี้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ทำให้กำไรที่นักลงทุนต่างชาติจะได้รับน้อยลงจึงเกิดการเทขายอย่างหนักในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา

นี่เป็นการวิเคราะห์ในระบบเหตุผล

ลองมาวิเคราะห์ตามระบบที่เรียกว่า เศรษฐศาสตร์แห่งความจริงกัน

วอเร็ บัฟเฟตต เคยพูดไว้ว่า จงกลัวในเวลาที่คนส่วนใหญ่กล้าและจงกล้าหาญในเวลาที่คนส่วนใหญกลัว ทำไมถึงต้องคิดอย่างนี้??

เพราะเวลาคนอื่นไม่กล้าซื้อหุ้น หุ้นมันจะราคาตกเพราะจากความกลัวว่าอนาคตจะไม่ดี หุ้นต้องแย่แน่นอนเวลาอย่างนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะซื้อ เพราะหุ้รมาถูกมั่กกๆๆ กลับกันถ้าทุกคนมองตลาดดีมากก หุ้นมันขึ้นแน่นอน แต่มันจะขึ้นเพื่อไประเบิดแล้วตกอย่างรุนแรง (ลองนึกภาพฟองสบู่ลอยขึ้นไปแล้วแตก โป๊ะ)

เข้าเรื่อง ทฤษฏีเศรษฐศาสตร์แห่งความจริงกัน แนวคิดนี้กล่าวไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะคิดและวิเคราะห์หุ้นในระบบเหตุผลคือจะใช้เหตุผลมาอธิบายราคา ว่าราคาหุ้นตกเพราะอะไร นู่น นี่ ยังไงก็ว่ากันไป แต่ผลตอบแทนรวมของนักลงทุนส่วนใหญ่นั้นแพ้ตลาด^^ จึงเกิดคำถามว่าคิดแบบเหตุผลมันถูกต้องมั๊ย!!!

จึงมีการวิเคราะห์และสรุปออกมาได้ว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ซื้อและขายหุ้นตามข่าวที่ได้รับ และจะยิ่งซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวดีแบบสุดๆ และจะยิ่งขายหุ้นเมื่อมีข่าวร้ายแบบสุดเช่นกัน ดังนั้นเวลาที่ควรจะเข้าไปเก็บหุ้นก็คือช่วงที่มีข่าวร้ายแบบสุดๆ นั่นเอง ทำไม?? ก็เพราะตอนนี้ราคามันเกือบจะเข้าสู่จุดต่ำสุดแล้วนั่นเอง

กลับกันให้ไปขายหุ้นตอนที่มีข่าวดีแบบสุดๆ เพราะไม่มีระบบเศรษฐกิจใดในโลกที่จะเติบโตได้อย่างสุดยอดอย่างต่อเนื่อง มันจะมีรอบของการเติบโตของเศรษฐกิจ ขึ้น ลง ขึ้นมาก ลงมาก
ถ้าถามว่าช่วงนี้ตลาดมีแต่ข่าวร้ายใช่มั๊ย ก็ยังไม่ขึ้นขั้นนั้นตลาดตอนนี้มีทั้งข่าวร้ายและข่าวดี แต่ไปทางข่าวไม่ดีซะมากกว่าหุ้นมันก็เลยลง

การจะวัดระดับว่าช่วงไหนเป็นช่วงข่าวร้าย ข่าวดีก็ขึ้นอยู่กับประสบการของแต่ละคน
ยิ่งอยู่ในตลาดนานยิ่งได้เปรียบ ยิ่งทุกวันนี้มีอุปกรณ์การสื่อสารที่ทันสมัยตามข่าว เช็คราคายิ่งง่าย

สู้้ต่อไป ทาเคชิ ฮ่าๆ
ลองฟังแนวคิด จากคนที่ประสบความสำเร็จจากวิธีนี้ครับ คุณพิชัย จาวลา
 

Chula InvestClub

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...