Like

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันนี้คุณลงทุนแนวไหน

นักลงทุนหลายคนเข้ามาลงทุนโดยมองว่าตลาดหุ้นจะสามารถสร้างกำไรให้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ  ก็เห็นเค้ารวยจากตลาดหุ้นกันเยอะแยะ

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเข้าสู่ช่วงกระทิง(Bullish)เป็นเวลานาน เป็นปีขึ้นไป  คนส่วนใหญ่ที่ซื้อหุ้นมักจะได้กำไรครับ

อาจจะมากน้อยก็แล้วแต่คน  แต่มีคนอยู่เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ากลยุทธของตัวเองคืออะไร  เล่นสั้น เล่นยาว  ดูกราฟเทคนิคัล หรือดูพื้นฐานของกิจการ
จากสถิติมีเพียงคนที่รู้เป้าหมายการลงทุนของตัวเองจะประสบความสำเร็จ 
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงนั้นจะเลือกแนวทางการลงทุนพื้นฐานของตัวเองอย่างชัดเจน  ไม่เปลี่ยนแนวทางของตัวเองบ่อย เชื่อมันในวิธีของตัวเอง

อาจจะไม่ได้ให้กำไรสูงสุดในระยะสั้น  แต่ในระยะยาวแล้วได้ผลตอบแทนอย่างมหัศจรรย์
ตัวอย่างของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

แนวพื้นฐานก็จะมี บัฟเฟต  เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนี้ดี ได้อ่านหนังสือมาหลายเล่มเกี่ยวกับแนวคิดของบัฟเฟตแต่ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะอดทนรอได้อย่างบัฟเฟต  เพราะการลงทุนแนวนี้มันน่าเบื่อจริงๆ (ที่ทำไม่ได้เพราะ คันไม่คันมือ  อยากเสียตัง ฮ่าๆ)  ถ้าในเมืองไทยก็คงหนีไม่พ้น  ดร.นิเวศ  เวลาเพียงสิบกว่าปีหลังจากที่ ดร. ได้ลงทุน ก็พิสูจน์แล้วครับว่าแนวทางนี้มันได้ผลจริงๆ (สิบปีอาจจะไม่นานครับถ้าผลตอบแทนที่ได้มันมหาศาลขนาดนี้)

ส่วนแนวทางเทคนิคนั้น แนวนี้คนที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ดังเท่าบัฟเฟตแต่ก็มีหลายคนครับ  จอร์จ โซรอส , Ray Barros, William Eckhardt มีอีกหลายคนครับ ลองหาให้กูเกิ้ลดูได้ เสิร์จคำว่า Trader
ดังนั้น  ถ้าคิดจะลงทุนอย่างจริงจัง จะรวยจากตลาดหุ้น  ต้องชัดเจน...
ถ้ายังไม่รู้ก็ลองเอาเงินมาลงทุนจริงครับ  ว่าได้รู้ว่าใจของเราเนี่ยมันเต้นขนาดไหนเวลาที่เห็นเงินในพอร์ตเขียวๆ แดงๆ
เมื่อชัดแล้วก็จัดไปเลยแนวที่ตัวเองเลือก  ทำการบ้านให้หนัก  อ่าน อ่านๆ เข้าสัมนา 
รับรอง ได้ตังชัว  ช้าเร็วค่อยว่ากัน  เพราะตลาดไม่หนีไปไหนแต่เงินมันพร้อมที่จะไปอยู่ในมือของคนที่เก่งกว่า เร็วกว่า และคนที่รู้วิธี...

Chula InvestClub

วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Just Move in Trend

Just move in trend
การเทรดตามระบบนั้นสิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือการรักษาวินัยและจิตใจให้เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้
เพราะหลายครั้งเวลาที่สัญญาณเกิดผิดพลาด  จะทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจในระบบเทรด
ทั้งๆ ที่ได้ทำการทดสอบย้อนหลังแล้วว่าระบบเทรดนั้น  ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีระดับหนึ่งตามแต่ละเทคนิคของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้และความเสี่ยงที่กำหนด
โดยปกติยิ่งผลตอบแทนที่เราต้องการมากขึ้น  ความเสี่ยงที่เราต้องรับไว้ก็จะยิ่งมากขึ้น
ตามหลักที่ว่า High Risk, (very) High Return
คงมีหลายคนเกิดคำถามต่อไปว่าแล้วถ้าไม่ลงทุนจะเสี่ยงมั๊ย  เอาเงินฝากแบงค์ไว้เฉยๆ มันเสี่ยงมั๊ย
ถ้าดูในรูปตัวเงินหรือ Default Risk มันไม่เสี่ยงครับเพราะว่าเก็บเงินไว้ในแบงค์เงินมันก็คงไม่หายไปไหนอยู่ดี
แต่ถ้ามองในด้านมูลค่ามันลดลง  ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่มูลค่าเงินยิ่งลดลง(Time Value of Money)
กลับมาที่เรื่องการเทรดตามระบบ  จากคำที่ว่า Just Move in Trend
เทรดเดอร์หรือนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จเกือบทุกจะคน จะต้องมองในภาพใหญ่ของตลาดให้ออกก่อนว่าในช่วงเวลาที่ทำการเทรดนั้นตลาดมันกำลังไปทางไหน 
Up-trend , Dow-trend , Side-way
จากนั้นจึงจะเลือกกลยุทธ์ในการเทรดในแต่ละช่วงให้เหมาะสมกับอารมณ์ของตลาด
อย่าไปพยายามสวนเทรน  ถึงแม้มันจะได้กำไร  แต่โอกาสที่ผิดพลาดมันก็สูงเช่นเดียวกัน
กฎข้อที่สำคัญข้อหนึ่งของนักเก็งกำไรก็คือ  เมื่อรู้ว่าผิดทางต้อง cut lose ครับ
เทรดเดอร์เก่งๆ มักจะเป็นพวกที่คัทเก่ง  อาจจะเทรดไม่ได้กำไรต่อไม้สูงที่สุด  แต่คนพวกนี้เสียน้อยมากทำให้ยิ่งเวลาผ่านไปพอร์ตยิ่งโต

ลองดู set ในภาพใหญ่ว่าไปทางไหน



ลองลากเส้นดูนะครับ  ตลาดมันมี Up-trend , Dow-trend , Side-way  จริงๆ
คำถามที่สำคัญคือ  แล้วตอนนี้ พรุ่งนี้ มันจะเป็นยังไง

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิธีการเลือกหุ้น "ยั่งยืน"อย่างง่ายๆ

วิธีการเลือกหุ้น "ดี"อย่างง่ายๆ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการเล่นหุ้นแบบVIหรือValue investerผู้ลงทุนจะลงทุนโดยเน้นการลงทุนระยะยาว
เลือกลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานที่ดีและยั่งยืน(ดีต่อเนื่องกันเป็นเวลาอย่างน้อย5ปี)
โดยจะเข้าไปซื้อหุ้นตั่งแต่ตอนที่ธุรกิจยังไม่ได้เป็นจุดสนใจของนักวิเคราะห์ทั่วไปทำให้ยังมีราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น(PE)ต่ำหรือเหมาะสมและถือไว้เป็นเวลานานจนราคาของหุ้นตัวนั้นเป็นที่สนใจของตลาดและราคาขึ้นไปสูง


คำถามก็คือแล้วมือใหม่อย่างเราจะเริ่มที่หุ้นตัวไหนและจุดไหน?

เริ่มง่ายๆจากการวิเคราะห์ธุรกิจแบบลวกๆก่อน หากจะให้ได้เปรียบในการลงทุน ธุรกิจที่เราควรลงทุนต้องมีลักษณะง่ายๆคือ
1.ผลิตสินค้าเฉพาะ
2.ให้บริการที่เฉพาะ
3.เป็นผู้ซื้อหรือขายสินค้าหรือบริการที่เป็นที่ต้องการในราคาถูก

ยกตัวอย่างง่าย เครื่องดื่มโค๊ก มันเป็นสินค้าที่อยู่ในใจของผู้บริโภคไปแล้วและมันเป็นไปได้ยากที่ผู้บริโภคจะลืมมัน หรือจะเป็น เทสโก้ ที่สามารถรับสินค้าจำนวนมากได้ในราคาที่ถูกสุดๆและก็สามารถขายลูกค้าจำนวนมากได้ในราคาถูก

นั้นคือการวิเคราะห์ธุรกิจอย่างคล่าวๆว่าน่าลงทุนหรือไม่
และถ้าหากมันเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเราก็เข้ามาในขั้นตอนการวิเคราะห์ที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักของVIนั้นก็คือ การวิเคราะห์งบการเงิน


"Men read play boy. I read annual report"


งบที่ถูกนักวิเคราะห์ใช้กันเป็นประจำเลยคงหนีไม่พ้น งบกำไรขาดทุน งบดุล และ งบกระแสเงินสด

งบกำไรขาดทุน

ยอดขาย                       100
ต้นทุนขาย                       40
กำไรขั้นต้น                      60
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน    
ขาย ทั่วไป บริหาร             20 
วิจัยและพัฒณา                 10
กำไรจากการดำเนินงาน       30

สิ่งแรกที่พบในงบการเงินก็คือ ยอดขายเป็นตัวบอกว่าธุรกิจมีรายได้มากขนาดไหนแต่นั้นยังไม่ถือเป็นจุดสำคัญของยอดขายแต่สิ่งที่สำคัญของมันนั้นคือการเปรียบเทียบยอดขาย5ปีล่าสุดถ้าหากตัวเลขสม่ำเสมอจะถือได้ว่ามีความยั่งยืน หากสภาพเศรษฐกิจแย่รายได้ก็ไม่ได้ตกไปจากนี้มาก

สิ่งต่อมาก็คือ ต้นทุนขาย ที่นำมาหักออกจาก ยอดขาด นั้นคือ กำไรขั้นต้น แต่จุดสำคัญในจุดนี้่นั่นคือ ส่วนต่างกำไรขั้นต้น(กำไรขั้นต้น/ยอดขาย*100) ถ้าหากส่วนต่างกำไรขั้นต้น % มีค่ามากจะถือว่า ดี นั้นหมายถึง ธุรกิจนี้มีสินค้าหรือบริการที่เฉพาะเนื่องจาก การแข่งขั้นต่ำดูได้จากธุรกิจสามารถตั่งราคาให้สูงกว่าต้นทุนได้มาก (60%)

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ขาย ทั่วไป บริการ หากมีอัตราส่วน เทียบกับกำไรขั้นต้น หากได้สัดส่วนต่ำถือว่าดี เพราะถ้าสูงจนกระทั้งเกือบ100%นั้นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายมันมากเกือบเท่ากำไรขั้นต้นที่เรามี เพราะในความเป็นจริงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ธุรกิจต้องจ่ายอยู่แล้วไม่ว่าจะขายสินค้าได้มากหรือน้อย เพราะฉะนั้นถ้าหากเศรษฐกิจไม่ดีนั้นหมายความว่ากำไรจะลดลงจนอาจจะติดลบได้(20/60)*100=33.33%

ตอนนี้เราได้ธุรกิจที่ ดูเหมือนจะสวยหรูแต่บางธุรกิจที่สวยหรูที่เราคิดนั้นอาจจะกลายเป็นธุรกิจที่ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนไปทันที่หากมันมีค่าวิจัยและพัฒนาสูง คิดง่ายๆ ธุรกิจที่ต้องวิจัยตลอดเวลาเช่น คอมพิวเตอร์ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนจากกำไรขั้นต้นเป็นจำนวนมากไปกับการวิจัยและพัฒนา แต่ถ้าหากเค้าไม่พัฒนา เครื่องคอมของเขาก็จะล้าหลังภายใน2ปี เพราะฉะนั้น บริษัทที่ มีค่าวิจัยสูงๆถือเป็นธุรกิจที่ไม่น่าลงทุนเพราะในระยะยาวธุรกิจแบบนี้จะเสียเปรียบแน่นอน

ก็ประมาณนี้ละกันนะคับ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนจบ
ผมเองก็มือใหม่ยังไงอ่านแล้วก็รบกวนติชมหน่อยละกันนะคับจะได้พัฒนากันต่อไป


Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...